‘ชะตาธิปไตย’ แง่งามของมิตรภาพบนความต่างในถนนสายการเมือง

” จากเพื่อนร่วมรุ่น กลายเป็นขั้วตรงข้ามในสภา “

หากจั่วหัวแบบนี้หลายคนที่ยังไม่เคยตีตั๋วเข้าชม ‘ชะตาธิปไตย’ จะต้องคิดว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ พูดถึงเรื่องราวความขัดแย้งทางการเมืองของคนที่เคยเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นแน่ แต่สำหรับคนที่ได้เคยตีตั๋วเข้าไปชมการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้แล้ว อาจจะพูดออกมาได้ว่า ไม่ใช่เลย ตรงข้ามกันเสียมากกว่า เพราะ ‘ชะตาธิปไตย’ เล่าถึงเพื่อน 3 คน ที่เคยเป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นเดียวกัน นั่นก็คือ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ และ คุณหมอภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ ที่ปัจจุบันยังคงมีบทบาทอยู่บนถนนสายการเมือง

หนังเปิดด้วยบรรยากาศช่วงก่อนเลือกตั้งของ 3 พื้นที่ ที่คุณหมอทั้ง 3 ท่านลงสมัคร ในช่วงนี้หนังนำเสนอให้เราเห็นถึง ‘การเมืองแบบท้องถิ่น’ ว่าการหาเสียง พบปะชาวบ้าน และวัฒนธรรมการเชื่อมต่อระหว่างผู้สมัครกับประชาชนนั้นเป็นอย่างไรและด้วยวิธีใดบ้าง อย่างคุณหมอชลน่าน ก็อาจกลายเป็นคุณหมอชลแก้ว (ชนแก้ว) ได้ เพราะทุกเป๊กที่กระดกคือการเข้าถึงชาวบ้านได้อย่างเป็นกันเอง มาฟากของคุณหมอบัญญัติที่ยังคงใช้รูปแบบการหาเสียงตามมาตราฐานของพรรคใหญ่ มีการขึ้นเวทีปราศรัยและเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านในท้องถิ่น พอมาถึงคุณหมอภูมินทร์ เราจะได้เห็นการลงพื้นที่อีกแบบ ต่างจากคุณหมออีก 2 ท่าน เพราะคุณหมอภูมินทร์ลงสมัครในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่จุดเด่นในการหาเสียงของคุณหมอภูมินทร์คือลำเพลินหมอภูมินทร์ที่ใช้เปิดเวลาเดินทางไปหาชาวบ้าน ในช่วงนี้หนังเล่าด้วยวิธีการตัดสลับไปมาของทั้ง 3 พื้นที่ และเล่าแบบนับถอยหลังตั้งแต่วันรับสมัครไปจนถึงวันเลือกตั้ง และ การนับคะแนน เราที่เป็นผู้ชมเป็นเหมือนคนสังเกตการณ์การเลือกตั้งปี 54

ส่วนในช่วงอีกครึ่งหนึ่งของหนังนั้นแทบจะไม่ได้แตะเรื่องประเด็นการเมืองเลย แต่ คุณหมอเดชา ปิยะวัฒน์กูล ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ได้พาเราไปรู้จักคุณหมอทั้ง 3 ท่าน ให้ลึกลงไปถึงความคิด ทัศนคติ ชีวิตความเป็นอยู่ รวมไปถึงปูมหลัง ชวนให้เรามองคุณหมอทั้ง 3 ท่าน ในมุมมองอื่นที่ไม่ใช่บทบาทของนักการเมือง แต่คือมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ไม่ต่างไปจากเรา ๆ ที่นั่งชมภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อยู่

ภาพสุดท้ายของชะตาธิปไตย คือ น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับประเทศไทย หนังเดินทางมาถึงตอนจบที่อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่พยายามทำกันมาตลอดในช่วงแรกของหนังนั้นได้ถูกสายน้ำพัดพาไกลออกไปจนหมดสิ้น ก่อนเครดิตหนังขึ้น คุณหมอทั้ง 3 ท่าน กลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อกินข้าวและพูดคุยกัน ถือเป็นบทสรุปของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ที่ว่า บนความต่างในถนนสายการเมืองของคุณหมอทั้ง 3 ท่าน ยังคงมีมิตรภาพของเพื่อนที่เชื่อมโยงทุกคนเอาไว้

หากจะกล่าวถึงชะตาธิปไตย ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงการปรองดอง แต่พูดถึงอะไรที่ลึกไปกว่านั้น มันคือมิตรภาพของเพื่อน มันคือการยอมรับและเข้าใจในความต่าง มันคือเนื้อแท้ของการอยู่ร่วมกันแม้เราจะไม่เหมือนกัน มันคือแง่งามท่ามกลางสิ่งที่ใครกลายคนมองว่ามันคือความขัดแย้ง แต่ชะตาธิปไตยได้บอกกับเราแล้วว่า ไม่ใช่เลย เพราะเราต่าง มันจึงสวยงาม

เครดิตสุดท้ายเลื่อนขึ้นจนจอภาพยนตร์มืดสนิท ไฟในโรงภาพยนตร์ลิโด้ค่อย ๆ สลัวขึ้น เราเชื่อว่าพวกคุณจะรู้สึกชอบคุณหมอทั้ง 3 ท่านขึ้นมา โดยไม่ได้สนใจว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดลงคะแนนให้ใครไป

Cr. Facebook Page : ชะตาธิปไตย โพสต์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ด้วย Caption “ครบคณะ …เย้ ปิดกล้องแล้ว ที่เหลือคือการผจญภัยเดี่ยว”

Maysah Ungpakornkaew
Author ( Lido Connect Team )