Youth บาดแผลของผู้เยียวยา (เหยื่อ) จากยุคหลังปฏิวัติ

ประวัติศาสตร์ที่ชาวจีนไม่กล้าแม้จะเอ่ยถึง แต่ เฝิงเสี่ยวกัง ผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่เคยฝากผลงานอย่าง I Am Not Madame Bovary (2016) กลับนำมาเล่าใน Youth โดยเขาเลือกจะเล่ามุมของหนุ่มสาวใน ‘กองทัพปลดแอกทางวัฒนธรรม’ พวกเขาทำหน้าที่เยียวยาจิตใจเหล่าทหารกองหน้าด้วยการแสดงความสามารถทางศิลปะ อย่างการเต้น ร้องเพลง และเล่นดนตรี ในปี 1976 เป็นช่วงการปกครองปีสุดท้ายของ เหมาเจ๋อตุง เกิดสงครามจีน – เวียดนาม ที่ทางการจีนต้องการกำลังพลคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก เพราะในสนามรบมีทหารมากมายบาดเจ็บล้มตายไป ตัวละครหนึ่งในเรื่องอย่าง หลิวเฟิง ซุยฉี และเสี่ยวผิงต้องถูกส่งไปที่แนวหน้าของสนามรบ การกลับมาจากสนามรบครั้งนั้นล้วนเปลี่ยนพวกเขาไปในที่สุด

หากบอกว่าหน้าที่ของหนุ่มสาวใน ‘กองทัพปลดแอกทางวัฒนธรรม’ นั้นคือการเยียวยาจิตใจของเหล่า ทหารที่ต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจและร่างกายในสนามรบ ก็อาจฟังดูเลวร้ายอยู่เสียหน่อยเพราะเมื่อได้สัมผัสเรื่องราวของ ซุยฉี และเพื่อน ๆ ในหน่วยแล้ว จะเห็นได้ว่าพวกเขาเองก็ตกเป็น ‘ผู้ได้รับบาดแผลทางจิตใจ’ ไม่ต่างกัน

เหตุจากวัยเยาว์ที่ถูกฉกฉวยไปด้วยความที่อยากมีตัวตนในสังคม ซึ่งสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ยืดยาวไปจนถึงชีวิตหลังสงครามเลย หลิวเฟิง และ เสี่ยวผิง นับว่าเป็นแกะดำของหน่วยนี้เลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มาจากครอบครัวฐานะดี ทำให้ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสี่ยวผิง เด็กสาวบ้านนอกที่เพิ่งเข้ามาในทีมเต้น ความใฝ่ฝันของเธอคือการให้พ่อที่อยู่ในค่ายกักกันได้เห็นว่าตนสามารถเข้าหน่วยปลดแอกทางวัฒนธรรมได้ แต่เส้นทางของเธอก็ไม่ได้สวยหรูนักเพราะทหารในหน่วยล้วนมีฐานะทางบ้านดี แตกต่างจากเธอจึงทำให้พวกเขารังเกียจและรังแกแกะดำอย่างเสี่ยวผิง

เช่นนั้นเสี่ยวผิงจึงพยายามพิสูจน์ตัวเองทุกวิถีทาง แต่ก็อย่างว่าชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หนำซ้ำยังเรียกได้ว่าโหดร้ายกับเด็กสาวคนนี้เหลือเกิน ไม่ต่างกันกับหลิวเฟิงชายหนุ่มผู้แสนดีแต่ชีวิตไม่ดีกับเขาเลย เขาเคยได้โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยแต่กลับปฏิเสธไปเพียงเพราะหญิงสาวที่เขารักอยู่ในหน่วยเดียวกัน และเขาก็รอเธอมาถึงสามปีแต่ความรักของเขาต้องไร้ค่าเมื่อถูกเธอปฏิเสธ ตัวเองถูกไต่สวนเรื่องคุกคามทางเพศ ท้ายที่สุดถูกส่งไปรบแนวหน้า ถึงจะรอดมาได้เป็นวีรบุรษและวีรสตรีสงคราม พวกเขากลับบอบช้ำทั้งใจและกายโดยที่ทั้งคู่ต้อง เยียวยากันและกันเอาเองในฐานะของครอบครัวที่เหลืออยู่ เพราะการเป็นฮีโร่สงครามนั้นไม่ได้โอบอุ้มพวกเขาไว้แต่อย่างใด

ถึงแม้เนื้อเรื่องจะค่อนข้างหนักหน่วงในพาร์ทสงครามและคลุ้งกลิ่นอายความรักหนุ่มสาว แต่สิ่งที่ไม่พูดถึง ไม่ได้เลยคือองค์ประกอบศิลป์สีสันจัดจ้านสื่อสารได้เข้มข้นไม่ต่างจากเนื้อเรื่อง จะสังเกตได้ว่าเมื่อพูดถึงการซักซ้อมของทหารในหน่วยวัฒนธรรม สีของฉากหลังทั้งโรงยิมฝึกซ้อม สระว่ายน้ำ โรงอาบน้ำ สนามกีฬา หรือแม้แต่สีของเสื้อผ้า ล้วนสดใส ช่วยขับ ‘ความเป็นวัยเยาว์’ ได้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่คนดูจะรับรู้ได้คือความสดใส ความสนุก ความรัก การแอบชอบ ความฝันอย่างที่วัยรุ่นควรจะเป็น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามองค์ประกอบต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของเนื้อเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ฉากรบของหลิวเฟิงที่ใช้โทนสีเขียวอึมครึม สีแดงสดของเลือดเปรอะเปื้อนบนชุดพยาบาลสีขาวของเสี่ยวผิงล้วนบ่งบอกถึงอารมณ์ตึงเครียด เดือดพล่าน และโกลาหลในสมรภูมิ

งานออกแบบฉากและเสื้อผ้าของ Youth ที่มีความโดดเด่นจนเป็นที่พูดถึง ทำให้พวกเขาได้รับการเสนอชื่อ เข้าชิงสาขา Best Art Direction และ Best Makeup & Costume Design ในงาน Golden House Awards ครั้งที่ 54 ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ที่ไทเป ประเทศไต้หวัน แม้จะพลาดรางวัลไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม นอกจากนี้ยังมีความสมจริงของเนื้อหาที่นำมาจากประสบการณ์สมัยเด็กของผู้กำกับ เฝิงเสี่ยวกัง ซึ่งเคยอยู่ในหน่วยวัฒนธรรมนี้ในสังกัดฝ่ายอุปกรณ์ประกอบฉาก และผู้เขียนบท เหยียนเก้อหลิง ที่เป็นนักเต้นในหน่วยด้วยเช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วก็ห้ามพลาดเด็ดขาดเลย กับภาพยนตร์จีนที่เผยร่องรอยบาดแผลของยุคคอมมิวนิสต์ผ่านหนุ่มสาวเหล่านี้ ที่ Lido Connect

ภาพ
http://chinafilminsider.com/feng-xiaogangs-youth-enters-toronto-international-film-festival/
http://movie.mtime.com/236404/posters_and_images/7416004/

Apiwan Charinyakulwat
Author ( Lido Connect Team )