Midnight Traveler + Lost and Found ภาพยนตร์ หลักฐานที่แสดงให้โลกรู้ว่าเรายังอยู่และโลกยังมีความหวัง

“ยิ่งชีวิตยากกับเรามากเท่าไหร่ ภาพที่ได้จะยิ่งทรงพลังมากเท่านั้น” ฮัสซัน ฟาซีลี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Midnight Traveler กล่าวถึงสถานการณ์ที่เขาและครอบครัวต้องเผชิญ ฮัสซันโดนพวกตาลีบันหมายหัวเพราะเขาทำสารคดี Peace in Afghanistan เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้นำตาลีบันที่ทอดทิ้งกลุ่มของตนไป หลังจากที่หนังฉายไปได้ไม่นานผู้นำตาลีบันคนนั้นก็ถูกสังหาร เนื่องจากก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่กลุ่มตาลีบัน ฮัสซันจึงโดนโทษประหารซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ตัวเขา ภรรยา และลูกสาวอีกสองคนต้องหนีออกจากอัฟกานิสถานบ้านเกิดของตน ในฐานะของคนทำหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นบันทึกถึงคนรุ่นหลัง เพื่อให้พวกเขารู้ว่ามีเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้น และในฐานะของพ่อ สามี เหยื่อความรุนแรง มันเรื่องนี้คือหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของฮัสซันและครอบครัว

ในขณะเดียวกัน Lost and Found ของ ออร์แลนโด วอน ไอน์ซีเดล เล่าเรื่องราวของ คามาล ฮัสเซน ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาร์ที่อุทิศชีวิตให้กับการช่วยเด็ก ๆ ตามหาพ่อแม่ และญาติ ๆ ของพวกเขาในค่ายลี้ภัยกูตูปาลอ ประเทศบังกลาเทศ ค่ายลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งมีผู้ลี้ภัยอยู่กว่า 700,000 คน โดยที่เส้นทางลี้ภัยนั้นเสี่ยงอันตรายมากจนผู้ลี้ภัยอาจบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างทางได้ คามาลตั้งซุ้มช่วยเหลือชั่วคราวที่ใจกลางค่ายแห่งนี้ และช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่หลงกับครอบครัวโดยการประกาศผ่านโทรโข่งกระจายผ่านเสียงตามสายทั่วทั้งค่าย ออร์แลนโด ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ในสงครามเราอาจจะเจอคนไม่ดีมากมาย แต่ก็ยังมีคนดี ๆ อยู่เช่นกัน” เขาจึงเลือกถ่ายทอดเรื่องของคามาลเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางความโหดร้ายมนุษยชาติยังมีความหวังอยู่

คุณจะทำอย่างไรถ้าคุณและครอบครัวถูกหมายหัวโดยตาลีบันกลุ่มก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยในสถานะผู้ลี้ภัย ฮัสซัน ฟาซีลี ฟาติมา ผู้เป็นภรรยา และลูกสาวสองคน ตัดสินใจหยิบมือถือ 3 เครื่องของตนมาถ่ายฟุตเทจการเดินทางเอาชีวิตรอดครั้งนี้เอาไว้ ลองนึกภาพดูว่าแค่จะหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตดี ๆ ยังยาก ดังนั้นหนทางเดียวที่ฟุตเทจเหล่านี้จะปรากฎต่อสายตาชาวโลกได้ มีแค่การเก็บ SD card เอาไว้แล้วให้ เอมิลี่ มาห์ดาเวียน โปรดิวเซอร์ติดต่อคนให้ก๊อปปี้ฟุตเทจส่งมาให้เธอก่อน หลังจากนั้นฮัสซันถึงจะถ่ายต่อได้ ช่วงระยะเวลาสามปีของการถ่ายทำนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับฮัสซันมาก เขาเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “บางครั้งผมก็เกลียดตัวเอง เกลียดภาพยนตร์ อยากจะพังโทรศัพท์ให้มันรู้แล้วรู้รอด” แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนสร้างปัญหา มันไม่ใช่ความผิดของเขาจึงกลับมาทำงานต่อได้

“ถ้าคุณพลัดหลงกับครอบครัวของคุณ โปรดมาหาผม บอกรายละเอียดของพวกเขามา แล้วผมจะช่วยคุณตามหาพวกเขาเอง” คามาล ฮัสเซน ชายผู้ต่อสู้กับปัญหาชาติพันธุ์ในเมียนมาร์มากว่า 30 ปี ตอนที่เขายังเด็กอายุได้ 6 – 7 ขวบ เขาเคยถูกทหารเมียนมาร์ซ้อมจนหมดสติ เคยพลัดพรากจากครอบครัวซึ่งสร้าง ‘บาดแผล’ ทั้งทางร่างกายและจิตใจกับเขา ในโลกอันแสนอลหม่านนี้ คามาลเลือกจะเป็นคนที่ทำให้ครอบครัวได้กลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง เพราะมันช่วยเยียวยาเขาให้พบกับ ‘ความสงบ’ จากการเป็นเหยื่อความรุนแรงของสงคราม นอกจากการลี้ภัยที่ต้องเผชิญกับอันตรายมากมายพร้อมจะคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ การสูญเสียลูก ๆ ของตนระหว่างทางลี้ภัยยิ่งเหมือนถูก “ซ้ำรอย” ความโหดร้ายอีกครั้ง

ในปัจจุบันส่วนใหญ่ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่อาจพบเห็นได้บ่อย ๆ นำเสนอในมุมมอง ‘คนนอก’ ที่มองเข้าไปและถ่ายทอดออกมา อย่าง Human Flow ที่กำกับโดย อ้าย เว่ยเว่ย หรือ Fire at Sea ที่กำกับโดย จิอันฟรังโก โรซี่ แต่ Midnight Traveler กลับเสนอในมุมของผู้ประสบปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเอง แม้ว่าความเสียเปรียบของฮัสซันคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำจะไม่เพียบพร้อมเสียเท่าไหร่ แต่เขากลับพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้เป็นอย่างดี เพราะการถ่ายทำด้วยกล้องมือถือทำให้เข้าใกล้ Subject ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งที่ผลักดันคนดูให้ได้ทำความรู้จักกับ ฮัสซัน ฟาติมา และลูกสาวของพวกเขา ว่าคนกลุ่มนี้ต้องเจอกับความอันตรายและความเจ็บปวดอย่างไรบ้าง ได้เฝ้าดูและเติบโตไปพร้อม ๆ กับพวกเขา “ที่ไหนก็ตามที่พวกเราไปได้ นั่นคือที่ที่พวกเราจะมุ่งหน้าไป” ฟาติมากล่าว ฉะนั้นคนดูจึงไม่ใช่แค่คนดูแต่เป็นประจักษ์พยานให้กับครอบครัวฟาซีลีและผู้ลี้ภัยอีกมากมายบนโลกนี้ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับเพื่อนมนุษย์เหล่านี้

ภาพของผู้ลี้ภัยที่พบเห็นในข่าวทุกวันนี้มักถูกนำเสนอในแง่มุมเดิม ๆ จนทำให้เกิด ‘ความเคยชิน’ และถูกลดทอนความสนใจลงไป กลายเป็นว่าข่าวภัยพิบัติได้รับความสนใจจากนานาชาติมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ออร์แลนโด วอน ไอน์ซีเดล ผู้กำกับภาพยนตร์ Lost and Found ต้องการเสนอแง่มุมใหม่ ๆ ให้ทุกคนได้เห็นเรื่องราวของผู้ลี้ภัยมากขึ้น มุมของผู้ช่วยเหลือที่ตนเองก็ยังประสบภัยจากสงครามอยู่เช่นกัน เพื่อลดช่องว่างความไม่รู้ของสาธารณชนที่มีต่อพวกเขา เรื่องราวเหล่านี้ยังสะท้อนความล้มเหลวและความมักง่ายของผู้นำระบอบการปกครองที่ประชาชนต้องเป็นผู้รับกรรม ให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักร่วมกันจะได้ไม่เกิดชุดความคิดที่ว่า “เราน่าจะรอดจากเรื่องพวกนี้ไปได้และผลที่ตามมาก็คงจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น”

อ้างอิง
https://www.midnighttravelerfilm.com
https://www.dropbox.com/sh/78y2qq1apbxwcfq/AAAXycnDZ36DeXLp0611UZeua? dl=0&preview=MIDNIGHT+TRAVELER+-+press+notes.pdf https://hyperallergic.com/481912/midnight-traveler-hassan-fazili/ https://www.nonfictionfilm.com/news/telluride-oscar-winner-orlando-von-einsiedel-unveils- lost-and-found-documentary-on-hero-amidst-rohingya-refugee-camp

ภาพ
https://www.dropbox.com/sh/78y2qq1apbxwcfq/AAAItR5V7lQyNRvjCUFZdk_va/STILLS? dl=0&subfolder_nav_tracking=1
https://www.laughingplace.com/w/articles/2019/11/15/documentary-review-national- geographics-lost-and-found/
https://www.unhcr.org/news/press/2019/1/5c331e284/unhcrs-new-2-billion-kilometres-safety-campaign-invites-public-step-solidarity.html
https://www.imdb.com/title/tt10915826/
https://www.imdb.com/title/tt8923500/

Apiwan Charinyakulwat
Author ( Lido Connect Team )