Life Is Beautiful ความโหดร้ายเป็นเรื่องโกหก ความสุขเป็นเรื่องนามธรรม

ชีวิตเป็นเรื่องตลกร้ายหรือเรื่องตลกมีไว้เพื่อปลอบประโลมความโหดร้ายของโลก ว่าความจริงแล้วสงครามเป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัยไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้น ดังนั้น Life Is Beautiful จึงไม่ได้นำเสนอภาพความโหดร้ายของค่ายกักกันเอาช์วิทซ์อย่างภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทำ โรแบร์โต เบนิญี่ ผู้กำกับเลือกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองของเด็กอย่าง โจชัว โอลิฟิเซ่ (จิออร์จิโอ แคนทารินี่) ลูกชายของ กุยโด โอลิฟิเซ่ (โรแบร์โต เบนิญี่) หนุ่มชาวยิวกับ ดอร่า (นิโคเล็ตต้า บลานชี่) หญิงสาวชาวอิตาลี โดยกุยโดพยายามไม่ให้ลูกชายต้องพบกับความจริงอันโหดร้ายของสงคราม ด้วยการบอกว่าตน ลูกชาย และลุงของกุยโดถูกจับมาเป็นการเล่นเกมและต้องเก็บคะแนนให้ครบ 1000 แต้ม เพื่อจะได้รางวัลเป็นรถถัง สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือคนที่ เฟลุซิโอ (เซอร์จิโอ บุซทริก) เพื่อนของกุยโดพูดถึง นักปรัชญาชาวเยอรมัน อาเทอร์ โชเพนเฮาเออร์ เน้นศึกษาเรื่อง ‘เจตจำนง’ แม้จะถูกพูดถึงไม่มากนักแต่เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องพูดถึงผู้ชายคนนี้

ชีวิตคือความผิดหวังหรือไม่ก็เป็นเรื่องหลอกลวง

อาเทอร์ โชเพนเฮาเออร์ เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1788 เป็นนักปรัชญาในลัทธิทุกข์นิยม มองว่าโลกที่เราอยู่นี้มีแต่ความชั่วร้ายและชีวิตของมนุษย์มีแต่ความทุกข์ จิตใจของมนุษย์มองโลกด้วยความแห้งแล้งและเบื่อหน่าย อธิบายง่าย ๆ ก็คือโลกที่เป็นอยู่ไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์ที่สุดอย่างที่ ไลบ์นิทซ์ นักปรัชญาที่อ้างว่าโลกเป็นไปได้ในหนทางที่ดีที่สุด และโลกที่เป็นอยู่นี้ดีที่สุดแล้วเท่าที่มันจะดีได้ แต่เขามองว่าโลกเป็นสถานที่ที่ดำรงอยู่ด้วยความทุกข์และทุกคนต้องดิ้นรนอย่างมากเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ การมองเห็นโลกเป็นสถานที่ร้าย ๆ และเต็มไปด้วยความทุกข์เศร้าไม่ได้ทำให้เราหดหู่หรือห่อเหี่ยวใจเพียงอย่างเดียว บางครั้งมันกลับทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต การดำรงอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ท่ามกลางความทุกข์ และสามารถรับมือกับมันได้ในฐานะของความจริงที่ต้องเผชิญ

“ปรัชญาของข้าพเจ้าไม่ปลอบประโลมใจใครทั้งสิ้นเพราะข้าพเจ้าพูดความจริง และคนทั้งหลายที่มั่นใจเต็มประดาว่าอะไรก็ตามที่พระเจ้าสร้างมานั้นดีอยู่แล้วต้องไปหาพระและปล่อยนักปรัชญาทั้งหลายไว้ในความสงบ ! ” ว่ากันตามจริงแล้วการที่ผู้กำกับกำหนดให้มีการปรากฏนามและทฤษฎีเจตจำนงของ อาเทอร์ โชเพนเฮาเออร์ อาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องตลกร้ายที่ถูกสอดแทรกในหนัง เพราะโชเพนเฮาเออร์เป็นชาวเยอรมันและเกลียดชาวยิว ทั้งที่ตัวละครเอกของเรื่องกำลังเผชิญวิบากกรรมอันโหดร้ายแค่เพราะตนและลูกชายเป็นคนยิว แต่ในฐานะของนักปรัชญาแล้วโชเพนเฮาเออร์ถือเป็นนักปรัชญานอกคอกเพราะเขาศึกษาทั้งปรัชญาตะวันออกและปรัชญาตะวันตกคู่กัน เปิดรับผู้ที่ไม่เชื่อถือในพระเจ้าแถม ณ เวลานั้นทฤษฎีของเขายังไม่ได้รับการยอมรับมากนัก

เมื่อโลกเป็นไปได้ในหนทางที่เลวร้ายที่สุด

โชเพนเฮาเออร์ เกิดในครอบครัวเยอรมัน พ่อเป็นพ่อค้าฐานะร่ำรวย ส่วนแม่เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง พวกเขามักได้เดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้งเพราะต้องเดินทางค้าขาย พ่อของเขาเคยยื่นข้อเสนอให้ว่าจะไปเที่ยวยุโรปกับครอบครัวแล้วกลับมาเป็นพ่อค้าเหมือนพ่อหรือว่าจะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเขาเลือกการไปเที่ยวกับครอบครัวทำให้เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับทฤษฎีทุกข์นิยมเนื่องจากได้เห็นความทุกข์ยากในสถานที่ที่ตนได้ไปมา หลังจากนั้นเขาเริ่มสานต่ออาชีพพ่อค้าจากพ่อและทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพ่อของเขาเสียชีวิตไปได้ 2 ปี เขาจึงได้เริ่มเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยในช่วงแรกเขาเรียนแพทย์ แต่ในเทอมที่สามเขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาไปเรียนปรัชญาแทน เขาได้เรียนกับโยฮัน ก็อทลีพ ฟิชเทอ นักปรัชญาชาวเยอรมันที่แนะนำให้เขาศึกษาผลงานของ เอมมานูเอล คานท์ และ พลาโต้ จนสองคนนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของเขา

ผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ The World as Will and Representation โดยกล่าวว่าโลกเป็นสถานที่ที่เลวร้าย เต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรม โรคระบาด ความซึมเศร้า ความทรมาน และความโหดร้าย ความจริงมี 2 แง่มุม คือดำรงอยู่ในฐานะเจตจำนงและภาพแทน ซึ่งโลกภาพคือความจริงที่สร้างขึ้นในจิตเรา ส่วนโลกแห่งเจตจำนงอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่เราทำ เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งเจตจำนงที่เชื่อมโยงกัน ถ้าเราทำร้ายผู้อื่นจึงเท่ากับทำร้ายตัวเอง นอกจากนี้เขายังมองว่าการตกหลุมรักคือการกระทำที่ไร้สติมีอยู่เพื่อให้มนุษย์คงอยู่รุ่นต่อรุ่นเท่านั้น โชเพนเฮาเออร์ คิดว่าการแสวงหาความสุขเป็นคนละเรื่องกันกับการมีลูก เพียงแต่ถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกันเพื่อที่คนจะได้อยากสร้างครอบครัวต่อไป ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เราสามารถวาดภาพหรือจินตนาการถึง แต่ต้องเป็นสิ่งที่มีตัวตนและคงอยู่ หากโลกในตอนนี้ถูกจัดการให้ดูประหนึ่งว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความยุ่งยากที่ต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือความเป็นไปไม่ได้ที่โลกเลวร้ายจะสิ้นสุดลงหรือไม่อาจคงอยู่ต่อไป ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เองโลกจึงเป็นไปได้ในหนทางที่เลวร้ายที่สุด โชเพนเฮาเออร์ กล่าว

เรียกได้ว่า กุยโด พระเอกของเรื่องช่างเป็นมนุษย์ขั้วตรงข้ามกับ โชเพนเฮาเออร์ เสียเหลือเกิน ความจริงแล้วใช่ว่า กุยโด จะมองโลกในแง่บวกเกินไปจนน่าหมั่นไส้ แต่เขาแค่ ‘จำเป็น’ ต้องมองโลกในแง่บวกเข้าไว้เพื่อให้ลูกชายของตนเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขและปราศจากจิตใจที่มัวหมองเพราะสงคราม แม้ว่าภาพยนตร์ Life Is Beautiful จะคลุมเรื่องไว้ด้วยความตลกขบขัน ความรัก สงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้สร้างช่างเสียดสีไม่เบาเลย อย่างการเล่าเรื่องสงครามป่าเถื่อนผ่านเด็กชายตัวน้อย ๆ ที่ต้องการเอาชนะเกมเพื่อให้ได้รถถังกลับบ้านซักคัน อิงทฤษฎีของนักปรัชญามองโลกในแง่ร้ายกับชายผู้เปี่ยมอารมณ์ขันและมองโลกในแง่ดี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้พาให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Grand Prize ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 1998 และรางวัล Best Foreign Language Film จาก Academy Awards ปี 1999

อ้างอิง
https://today.line.me/th/pc/article/มองโลกในแง่ร้ายไปกับเอมีล+โชราน+ผู้ต้องการเอาชนะปัญญาชนดัดจริต-xvVZen
https://www.hoboctn.ru/2014/11/arthur-schopenhauer.html
https://www.philosophybasics.com/philosophers_schopenhauer.html

ภาพ
https://www.bookdepository.com/World-Will-Representation-Vol-2-Arthur-Schopenhauer/9780486217628
https://www.the-tls.co.uk/articles/public/arthur-schopenhauer-footnotes-to-plato/ https://www.famousmathematicians.net/gottfried-leibniz/
https://weheartit.com/entry/308302113

Apiwan Charinyakulwat
Author ( Lido Connect Team )