The Third Wife : ชาย หญิง บทบาทหน้าที่โดยกำเนิด

ในศตวรรษที่ 19 ของประเทศเวียดนาม เมย์ เด็กสาวอายุ 14 ปี ต้องแต่งงานกับชายที่เธอไม่เคยพบหน้ามาก่อน ใช้ชีวิตหลังจากนี้กับเขาและครอบครัวที่ทำสวนไหม รวมคนรับใช้ ภรรยาอีกสองคนและลูก ๆ ของเธอทั้งหมดร่วมสิบคน กำกับภาพยนตร์โดยแอช เมย์แฟร์ เธอสนใจในประเด็นที่ผู้หญิงในวัยเด็กต้องเข้าพิธีแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่กับสามี

หลังจากเธอเล่าเรื่องนี้ให้คนรอบข้างฟังก็ได้พบว่ามีอีกหลายคนที่ต้องประสบกับปัญหานี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งตอนที่เอาภาพยนตร์ไปฉายตามเทศกาลยิ่งทำให้เห็นว่าเรื่องของผู้หญิงกับการแต่งงานมีความหลากหลายและมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่แสดงให้เห็นว่า “ความคิดชายเป็นใหญ่” แพร่กระจายไปทุกที่ทั่วโลก ดังนั้นใน The Third Wife จึงนำเสนอให้เห็นว่าแนวคิดนี้ฝังรากลึกกับเพศหญิงทั้งทางกายและจิตใจมากขนาดไหน

The Third Wife นำเสนอประเด็นของการผลักภาระหน้าที่ให้กับเด็กสาวต้องแต่งงานกับชายรุ่นพ่อ ถูกลดทอนคุณค่าของตนด้วยความเป็นเพศหญิงด้วยการทำให้ ‘หน้าที่’ เหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่พวกเธอควรทำ เพศวิถีที่บังคับให้หญิงต้องมีชายอยู่ในโครงสร้างครอบครัว รวมทั้งประเด็นผัวเดียวหลายเมียที่ผลักดันให้เหล่าภรรยาทั้งสามต้องแข่งขันกันเองเพื่อยกระดับฐานะของตนในบ้านหลังนี้ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในครัวเรือนสร้างความปกติในพื้นที่ครัวเรือนโดยการอ้างถึงความแตกต่างทางร่างกายของผู้หญิงและผู้ชายทำให้ผู้หญิงกลายเป็นผู้ถูกกระทำนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียม

ซิลล่า ไอน์เซนสไตน์
ปิตาธิปไตย’ ใช้เรียกความเป็นชาย

ชายเป็นใหญ่เป็นแนวคิดที่สนับสนุนความเป็นเพศชายให้มีคุณค่าเหนือกว่าและกดทับผู้หญิง มีการค้นพบในภายหลังว่าสถาบันทางสังคมที่ทำให้ผู้หญิงตกเป็นรองผู้ชายคือสถาบันครอบครัวและการแต่งงานแบบรักต่างเพศ นำไปสู่การเจริญพันธุ์ที่ทำให้ผู้หญิงต้องเป็นแม่และเมีย เลี้ยงลูกอยู่บ้าน

‘ซิลล่า ไอน์เซนสไตน์’ นักสิทธิสตรีกล่าวว่า “โครงสร้างทางการเมืองแสวงหาทางควบคุมผู้หญิง ลดทอนอำนาจในการตัดสินใจทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเพศ การเลี้ยงดูลูก การแสดงออกถึงความรักไปจนถึงการใช้แรงงาน” หากมองแนวคิดนี้ผ่านระบบโครงสร้างจะเห็นว่ารัฐคืออีกหนึ่งองค์ประกอบของการสร้างสังคมปิตาธิปไตยเช่นเดียวกับการเจริญพันธุ์ที่เมื่อแต่งงานแล้ว ผลผลิตและแรงงานภายในบ้านจะตกเป็นทรัพย์สมบัติของฝั่งสามี

บาดแผลของความเป็นชาย

เพราะชายเป็นใหญ่ ใช่ว่าพวกเขาจะไม่ถูกกดขี่ นอกจากการถูกแบ่งแยกทางเพศแล้วยังมีเรื่องของสีผิว สถานะทางสังคม รายได้ ตำแหน่งหน้าที่ สถานภาพทางสังคม เช่น ลูกชายของเจ้าบ้านต้องแต่งงานกับหญิงที่ตนไม่ได้รักทั้งที่ตนมีคนรักอยู่แล้วโดยผู้กำกับถ่ายทอดความ Soft Musculinity ผ่านเขาด้วยคาร์แรคเตอร์ของชายที่มีความอ่อนแอได้ ร้องไห้ได้เพราะตัวเขาเองก็ถูกกดทับด้วยสถานะลูกชายเช่นกัน

แม้ว่าเริ่มแรกความเป็นชายจะถูกกำหนดจากกายภาพก็ตามแต่แน่นอนว่าย่อมนำมาสู่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมคือฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ อีกฝ่ายเสียเปรียบ คุณค่าของความเป็นผู้หญิงมักถูกกำหนดด้วยความสวย ความสาว ในทางกลับกันคุณค่าของเพศชายจะวัดจากความสามารถ การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อย่างไรก็ตามเพศอาจเป็นเพียงแค่หนึ่งในปัจจัยเท่านั้น

การสร้างหน้าที่ภรรยาให้กับผู้หญิง

จากในเรื่อง เมย์ จำต้องย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านสามีโดยหน้าที่ของเธอในฐานะภรรยาคือการปรนนิบัติสามีและมีลูกชายให้เขา จากทฤษฎีของมิเชล ฟูโกต์ได้บอกไว้ว่าตัวตนของความเป็นภรรยาที่ดีนอกจากลักษณะทางชีววิทยาและสิ่งที่เป็นธรรมชาติแล้วยังเกิดจากการสร้างความจริงทางอำนาจ ฉะนั้นผู้หญิงจึงหล่อหลอมร่างกายและพฤติกรรมให้ตรงกับการเป็นบุคคลที่ถูกยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น ซึ่งกระบวนการแบบนี้ส่งผลให้ผู้หญิงไม่มีโอกาสเลือกพัฒนาศักยภาพตนเอง

เพศหญิงในเรื่องถูกปฏิบัติในฐานะของ ‘พลเมืองชั้นสอง’ ในสังคม ผู้หญิงมีหน้าที่แค่แต่งงานเข้าบ้านสามี ดูแลงานบ้าน ตอบสนองความต้องการทางเพศ และมีทายาทให้เขาโดยเฉพาะถ้าเธอมีลูกชายผลดีจะไม่ได้ตกที่เธอและสามีเท่านั้น ลูกที่เกิดเป็นชายโดยกำเนิดเองก็ด้วยเพราะอย่างน้อยความเป็นชายมักได้เปรียบกว่าเพศหญิง ณ ขณะนั้น

อ้างอิง
http://jes.rtu.ac.th/rtunc2016/pdf/Poster%20Presentation/Poster%20กลุ่ม%205%20มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์/SC_38.pdf
https://waymagazine.org/masculinity-novel-and-film/

ภาพ
Facebook Page : Documentary Club
https://ratemyracistprofessor.com/professors/anti-american/zilla-eisenstein/

Apiwan Charinyakulwat
Author ( Lido Connect Team )