“ฮาวทูทิ้ง” บทสรุปของการทิ้งของไม่เหมือนกับการทิ้งคน และการทิ้งคนก็ไม่ต่างอะไรจากการทิ้งของเช่นเดียวกัน

“การทิ้งคนไม่เหมือนกับการทิ้งของ”

ประโยคจากภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ฉุกให้เราคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของการที่เราทำใครหลายคนหล่นหายไปโดยไม่ตั้งใจ และตั้งใจละทิ้งเขาอย่างไม่ใยดี นั่นสิ การทิ้งคนกับการทิ้งของมันไม่เหมือนกันจริง ๆ หรอ เลยกลายเป็นประเด็นที่เราสนใจมากที่สุดตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที ของ “ฮาวทูทิ้ง”

ช่วงแรกหนังพาให้เรามารู้จักกับ ‘จีน’ หญิงสาวผู้ที่คิดว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อเริ่มใหม่ โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แต่พอ เอาเข้าจริง เราคิดว่าจีนหนักแน่นแต่เปราะบาง จีนพร้อมจะทิ้งทุกสิ่งในขณะที่พร้อมจะเก็บทุกอย่างเช่นเดียวกัน จากความเข้าใจส่วน ตัวเรามองว่าจีนมีความไม่แน่นอนในตัวเองสูงมาก ถึงแม้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้น ความเป็นจีนก็ทำให้ระหว่างทางขรุขระเสียมากกว่าจะราบรื่นโดยไม่รู้ตัว สำหรับจีน จีนค่อย ๆ เรียนรู้และเชื่อในท้ายที่สุดว่าการทิ้งคนต่างจากการทิ้งของ

ระหว่างนั้นเราค่อย ๆ เห็นความสัมพันธ์หนึ่งที่เรารู้สึกว่าอินมากที่สุดในฮาวทูทิ้ง คือความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเจย์ ‘เจย์’ คือพี่ชายในแบบที่เราเห็นได้ทั่ว ๆ ไป และไม่คิดว่าพี่ชายแบบเจย์จะเป็นคนที่คอยโอบอุ้มความรู้สึกน้องสาวเอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพูดอะไรเลยสักคำ เจย์เป็นอีกคนที่พร้อมทิ้งและพร้อมเก็บ ไม่ใช่เพราะเจย์ไม่รู้สึกถึงเรื่องราวอะไรในของบางชิ้นหรือคนบางคน แต่เรามองว่าเจย์พร้อมจะเรียนรู้ถึงอะไรที่ควรเก็บและอะไรที่ควรทิ้งได้อย่างง่ายดาย สำหรับเจย์ เรามองต่างจากจีน เราคิดว่าเจย์สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ว่าการทิ้งอะไรที่ไม่สำคัญไม่ว่าจะคนหรือของ ถ้ามันต้องทิ้งก็ทิ้งได้เหมือนกัน เช่นกรณีของพ่อ

อีกด้านหนึ่งเราได้รู้จักกับ ‘พี่เอ็ม’ ตัวละครพี่เอ็มคือหนึ่งในคนที่เรารู้สึกว่าเราไม่รู้จักเขาเลย แม้จะดูหนังจนจบเรื่อง แต่ก็ไม่แปลก เราทำความรู้จักกับใครสักคนจริง ๆ ไม่ได้หรอก หากเขาคนนั้นกำลังพยายามเก็บทุกอย่างแล้ววิ่งหนีไปให้ไกล เราคิดว่าพี่เอ็มเป็นแบบนั้น พี่เอ็มเลือกที่จะไม่ทิ้งอะไรเลย เก็บทุกอย่าง แต่ไม่หยุดนิ่งเพื่อทำความเข้าใจ พี่เอ็มวิ่งหนีไปให้ไกล แล้วบอกตัวเองว่าไกลแล้วนะ กลับไปไม่ได้แล้ว เรามองว่าหลายคนคงเคยทำแบบนี้มาแล้วอย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต แล้วผลเป็นไง ที่ว่าหนีมาไกล พอรู้สึกตัวก็พบว่าตัวเองก็กลับไปที่เก่าอีกแล้วทุกที เพราะฉะนั้นฝั่งของพี่เอ็มนี่ไม่ต้องหาคำตอบเลยว่าทิ้งคนเหมือนทิ้งของไหม เรามองว่าพี่เอ็มคงกำลังเรียนรู้วิธีที่จะเก็บแบบไม่ทำร้ายตัวเองและคนข้าง ๆ มากกว่า แต่แค่พี่เอ็มยังหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้ก็แค่นั้น

และที่เราได้พบอีกคนคือ ‘มี่’ หญิงสาวที่เห็นก็รู้ว่าแล้วใจดีขนาดไหน ในหนังไม่ได้เปิดโอกาสให้เราได้รู้จักมี่มากเท่ากับตัวละครหลัก อื่น ๆ แต่มี่ทำหน้าที่ในการสื่อสารถึงเราได้เป็นอย่างดี ผ่านแววตา ท่าทาง น้ำเสียง และคำพูดที่ใช้ เราไม่รู้ว่าในตอนสุดท้ายมี่คิดว่าทิ้งคนเหมือนทิ้งของไหม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามี่ทิ้งอะไรและเก็บอะไรเพื่อเดินต่อไปบ้าง แต่มี่สอนให้เรารู้ว่าบางครั้งการเดินต่อไปมันเริ่มต้นด้วยการจากลา และเราคิดว่าถ้าเราเป็นมี่ เราคงไม่แข็งแรงแบบมี่แน่ ๆ ยอมรับเลยว่ามี่มีเสน่ห์กินขาดในทุกตัวละคร มี่มีมิติของมี่ และมี่ชวนให้เราอยากจะรู้จักโลกของมี่ทุกครั้งที่เห็นมี่บนจอภาพยนตร์ หวังว่าเราจะได้รู้จักกันมากกว่านี้นะมี่

หญิงสาวหนึ่งคนที่เราได้รู้จักกับเขาหลังจากที่ End Credit สุดท้ายเลื่อนผ่านหน้าจอไป ไฟในโรงถูกเปิดขึ้น และผู้คนเริ่มทยอยลุกออกจากโรงภาพยนตร์ลิโด้ 1 หญิงสาวคนนั้นคือ ‘ตัวเรา’ ที่มองตัวเองเทียบกับตัวละครทั้งหลายที่ผ่านพบไปเมื่อครู่ นึกย้อนไปถึงหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เคยผูกพันธ์ ของหลาย ๆ ชิ้นที่ทิ้งไป หรือจำไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหนแล้ว คนหลาย ๆ คนที่จากไป หรือไม่รู้ความเป็นไปของเขามานานแล้ว กลับมาถามตัวเอง ทิ้งคนเหมือนทิ้งของหรือเปล่าวะ คำตอบคือเราต่างมีส่วนผสมของทั้งจีน เจย์ พี่เอ็ม และ มี่

หลายครั้งเราตั้งเป้าหมายในการละทิ้งบางสิ่ง และหลีกหนีบางคนไปเลยเฉย ๆ ในทันทีแบบจีน หลายครั้งเราตั้งใจเรียนรู้ว่าอะไรถ้ามันจะต้องทิ้งก็ทิ้งไปเลย ไม่ว่าจะคนหรือของ…แบบเจย์

หลายครั้งเราเลือกเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง คน ของ คำพูด แววตา สัมผัส บรรยากาศ เวลา อุณหภูมิ สถานที่ สูทสีน้ำเงิน แจกันดอกไม้ หนังสือปกสีแดงเล่มหนา เพลงที่ฟังด้วยกันบนรถ หรืออะไรก็ตามแต่ เก็บมันให้ได้มากที่สุดแล้วก็วิ่งหนีหายไปเพื่อมาพบว่าตัวเองอยู่ที่เดิม…แบบพี่เอ็ม

หลายครั้งเราทำใจดี เข้มแข็ง และตัดสินใจเงียบ ๆ คนเดียวว่าจะทิ้งหรือเก็บอะไร…แบบมี่

สุดท้ายแล้วคำตอบของคำถามที่ว่าทิ้งคนเหมือนทิ้งของไหม จริง ๆ แล้วมันอาจจะทั้งเหมือนและไม่เหมือนแล้วแต่สถานการณ์และความรู้สึกก็ได้ จริงไหม?

ภาพ
https://movie.kapook.com/view217382.html

Maysah Ungpakornkaew
Author