Loveless / 2017

              ความเย็นชาระหว่างสองสามีภรรยาที่หนาวเหน็บซะยิ่งกว่าอุณหภูมิในประเทศรัสเซีย อพาร์ตเมนต์โอ่โถงขนาด 84.5 ตารางเมตรก็ไม่อาจโอบอุ้มความแตกร้าวระหว่างทั้งสองได้ รอยร้าวนี้ค่อย ๆ กระจายไปถึง อโลชา ลูกชายวัย 12 ปี เมื่อพ่อและแม่พร้อมจะทิ้งเขาไว้ข้างหลังแล้วเดินหน้าต่อกับชีวิตรักใหม่ ทั้งที่ฝ่ายบอริสอยู่ในบริษัทคริสเตียนสุดเคร่ง! เจ้านายผู้ถือข้อบังคับว่าพนักงานทุกคนต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์เท่านั้นไม่อย่างนั้นจะตกงานเอาได้ง่าย ๆ แต่เขากับเชนย่าไปถึงจุดที่เกินจะเยียวยาได้แล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ที่การมีภรรยาสามี หรือการมีลูกกลายเป็นแค่เครื่องชี้วัดความสำเร็จควบคู่ไปกับงาน กระทั่งวันนึงอโลชาหมดความอดทนกับความสัมพันธ์แห้งแล้งนี้เต็มที เขาหายไปโดยไม่บอกกล่าว เชนย่าและบอริสเพิ่งจะมองเห็นอโลชาเอาตอนที่เขาไม่อยู่ตรงหน้าซะแล้ว ช่วงจังหวะของคนไร้รักทั้งสองกำลังจะแยกจากกัน สิ่งที่ผูกพวกเขาไว้ด้วยกันกลับเป็นลูกชายที่หายไป…

📱มือถือมีไว้สื่อสารคนไกล คนใกล้ต้องใช้อะไร

ขณะที่หนังฉายให้เห็นพฤติกรรมของเชนย่าที่ติดโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาเพราะเอาแต่แชทข้อความกับแฟนใหม่ แม้แต่เช้าวันที่อโลชานั่งร้องไห้ระหว่างกินข้าวเช้าหลังได้ยินพ่อแม่เกี่ยงกันว่าใครจะเอาเขาไปอยู่ด้วย เชนย่าไม่แม้แต่มองตาลูกชาย สายตาเธอเอาแต่จับจ้องไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า ‘ว่ากันว่ามือถือคือเครื่องมือย่นระยะความสัมพันธ์หรือจริง ๆ แล้วเป็นเครื่องมือยืดระยะความสัมพันธ์กันแน่?’ แต่สำหรับเชนย่าและบอริสมือถืออาจเป็นแค่องค์ประกอบนึงในความแหลกสลายระหว่างทั้งสองอยู่แล้วก็ได้ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว Loveless ชวนให้นึกถึง We need to talk about kevin (2011) ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ห่างเหินของแม่กับลูกชายคนแรกในช่วงที่เธอยังไม่มีความพร้อม เช่นเดียวกับเชนย่าและอโลชาโดยช่วงแรกของหนังไม่แสดงให้เห็นความผูกพันระหว่างสองแม่ลูกเลย แต่ในช่วงกลางเรื่องคนดูกลับได้เห็นภาพถ่ายของเชนย่ากับอโลชาด้วยกัน

🌇ต้นไม้แห้งกรัง บรรยากาศอึมครึม และการเข้าใกล้

ช่วงต้นของหนังระหว่างอโลชาเดินกลับจากโรงเรียนเขาเดินผ่านต้นไม้แห้งกรังแล้วกล้องค่อย ๆ ซูมเข้าไปให้คนดูเห็นเส้นกั้นที่เกิดเหตุโดนใบไม้ร่วงลงมากองหลังจากนั้นอโลชาก็หยิบเชือกเส้นนั้นขึ้นมาแล้วเอาไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ ก่อนหน้านั้นกล้องซูมเข้าไปในโพรงต้นไม้ใหญ่มืดมิดราวกับจะเปรียบเทียบถึงจิตใจข้างในของเด็กชายตัวน้อยยากลึกหยั่งถึงว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ และสัญญะนั้น ๆ มักถูกย้ำอยู่เรื่อย ๆ ประกอบกับบรรยากาศอึมครึมไร้แสงแดดในหนัง บ้างก็ชวนให้เราคิดไปว่าบรรยากาศในหนังแบบนั้นคล้ายกับสภาพจิตใจของอโลชาที่ไม่เคยได้รับไออุ่นจากพ่อแม่จนสภาพจิตใจ‘มืดหม่น’ ได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้นในบางครั้งตัวหนังหยอกล้อให้เรารู้สึกเหมือนใกล้ความจริงทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่หน่วยค้นหาเข้าไม่ถึงตัวอโลชาซักทีพร้อมกับการใช้เสียงเพลงประกอบค่อย ๆ ดังขึ้นมาขณะตัวละครอยู่ระหว่างการค้นหาคอยกระตุ้นอารมณ์ให้คนดูลุ้นไปด้วยว่าจะหาตัวเด็กเจอไหม? พร้อม ๆ กับการหลอกล่อว่ากำลังจะเข้าใกล้อะไรบางอย่าง ที่ผ่านมาอโลชาไม่เคยเป็นเครื่องต่อรองเชิงอำนาจสำหรับเชนย่าหรือบอริสเลยเขาเป็นแค่ของประดับเติมแต่งให้คำว่า‘ครอบครัว’ สมบูรณ์เท่านั้น เมื่อวันนึงสิ่งนั้นหายไปกว่าทั้งคู่จะรู้สึกต้องรับผิดชอบได้จริง ๆ ก็อาจจะไม่ทันเวลาซะแล้ว